อีซูซุ ร่วมมือกับบริษัท ไทยไฟท์ จำกัด ผู้จัดการแข่งขันมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT” อีกทั้งภาครัฐ และเอกชนหลายภาคส่วน ผลักดันศิลปะมวยไทยสู่เวทีนานาชาติมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานในปีนี้ได้ร่วมกันจัดโครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT” แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ(รองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจฯ) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมงานณ ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง คลองหก จังหวัดปทุมธานี
z-z783425786438.webp)
โครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT (INSPIRE…THAI FIGHT) หมัดเดียว…เปลี่ยนได้” คืออีกก้าวสำคัญของการต่อยอดพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการจัดตั้ง“โครงการกำลังใจ” เพื่อประทานโอกาสและความหวังแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ และผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทยถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำทักษะเอกลักษณ์จากกีฬามวยไทย มาต่อยอดเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอีซูซุที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะอาชีพและปลูกฝังวินัยในการทำงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน ระยะยาวโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้ที่ต้องการโอกาสครั้งใหม่ในชีวิต
ตลอดระยะเวลา 69 ปีที่ผ่านมา อีซูซุได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมหลากหลายด้านทั้งการศึกษา การพัฒนาอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยภายใต้แนวคิดหลัก “Isuzu Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ซึ่งยึดถือหลักการ “การสร้างคุณค่าและเติบโตเคียงข้างสังคมไทย”เป็นสำคัญ ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพันธมิตรต่าง ๆ ในโครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT” หมัดเดียว...เปลี่ยนได้ นี้ จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนกิจกรรมแต่เป็นการร่วมสร้าง “โอกาส” ที่ช่วยให้ผู้ที่ขาดแคลนโอกาสสามารถพัฒนาตนเองและกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้
z-z1014125014418.webp)
ดร.นพพร วาทิน ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยไฟท์ จำกัด กล่าวถึงแนวคิดของโครงการ ครั้งนี้ว่า “‘มวยไทย’ เป็นมากกว่ากีฬา แต่เราต้องการนำมาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิตโครงการ กำลังใจ…THAI FIGHT จึงเป็นโครงการที่เราใช้ ‘มวยไทย’ มาเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไม่ได้มองมวยเป็นเพียงกีฬา แต่คือ ‘สะพานแห่งโอกาส’ ที่ช่วยพลิกชีวิตผู้ต้องราชทัณฑ์สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดเส้นทางสู่อาชีพในอนาคตเป้าหมายของเราคือการให้โอกาสได้กลับสู่สังคมอย่างยั่งยืน ให้เขามีทักษะ มีวินัย และมีศักดิ์ศรีในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งหัวใจของโครงการ คือการนำนักมวยไทย มืออาชีพจากเวทีTHAI FIGHT เข้าไปฝึกสอนผู้ต้องราชทัณฑ์ในเรือนจำทั่วประเทศพร้อมคัดเลือกผู้ที่มีศักยภาพเข้าสู่การแข่งขัน ‘THAI FIGHT LEAGUE’ ในรูปแบบ ‘มวยคาดเชือก’ เวทีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง การแข่งขันแต่คือ ‘เวทีแห่งโอกาส’ ที่เปิดทางให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้แสดงความสามารถสร้างความภาคภูมิใจ และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพไม่ว่าจะก้าวสู่การเป็นนักมวย หรือเป็นผู้ฝึกสอนมวยไทย หลังพ้นโทษ”
z-z791854719411.webp)
ด้าน เผด็จศึก หนึ่งในนักมวยผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับโอกาสขึ้นสังเวียน ได้บอกเล่าประสบการณ์ว่า มวยไทยได้มอบชีวิตใหม่และพาเขากลับไปชกที่บ้านเกิดท่ามกลางกำลังใจจากครอบครัวหลังจากห่างบ้านไปเกือบ 10 ปี ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่พิสูจน์ว่า "การให้โอกาส" สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง และสามารถนำทักษะไปต่อยอดเป็นอาชีพ เช่น ครูมวย หรือผู้ฝึกสอนการออกกำลังกายได้ในอนาคต
สำหรับกิจกรรมภายในงานเปิดตัว ได้มีการสาธิตการฝึกมวยไทยโดยนักมวยระดับโลก นำโดย “แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม” พร้อมเปิดตัวนักมวยผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้ง 6 คน จาก 6 เรือนจำ และเยี่ยมชม “ค่ายมวยสิงห์หนุ่มพัฒนา” ภายในแดนการศึกษา
ทั้งนี้ การแข่งขันมวยคาดเชือกในพิกัดน้ำหนัก 60 กิโลกรัม จะแบ่งออกเป็น 3 รอบ โดยรอบแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ณ World Siam Stadium ตะวันนา บางกะปิ เพื่อแข่งขันเก็บคะแนนแบ่งสาย จากนั้นผู้ชนะจะเข้าสู่รอบที่สองในรูปแบบน็อคเอาท์ และตัดสินในรอบชิงชนะเลิศวันที่ 20 ธันวาคม 2569 เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งโอกาสและการเริ่มต้นใหม่อย่างมีคุณค่า
z-z1555313251021.webp)
กิจกรรมสำคัญในงานเปิดตัวโครงการณ ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง ได้แก่-การสาธิตการฝึกมวยไทยโดยนักมวยระดับโลก นำโดย “แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม”
- การพบกับนักมวยผู้ต้องราชทัณฑ์ 6 คน ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในโครงการ
- การถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ต้องราชทัณฑ์ที่กำลังจะก้าวสู่เส้นทางนักมวยอาชีพ
- การเยี่ยมชม “ค่ายมวยสิงห์หนุ่มพัฒนา” ภายในแดนการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ฝึกฝนทักษะและวินัย
รูปแบบการจัดการแข่งขันกำหนดนักมวย 6 คน เข้าร่วมทำการแข่งขันชกแบบคาดเชือกในพิกัดน้ำหนัก 60 กิโลกรัม แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 รอบคือ
· รอบแรก : วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ณ World Siam Stadium ตะวันนา บางกะปิ-แข่งขันแบบเก็บคะแนน / นักมวย 6 คน แบ่งเป็น 2 สาย (สาย A และสาย B) สายละ 3 คน-แข่งขัน 3 ยก ถ้าเสมอ ไม่มีต่อยกที่4-เกณฑ์การให้คะแนนคือ ชนะน็อคได้ 3 แต้ม ชนะคะแนนได้ 2 แต้ม และถ้าครบ 3 ยกเสมอกัน แบ่งไปคนละ 1 แต้ม-นักมวยที่มีคะแนนมากอันดับที่ 1 และที่ 2 ของแต่ละสาย เข้ารอบสองต่อไป
***หมายเหตุ*** ในกรณีที่นักมวยมีคะแนนรวมเท่ากัน
1.นักมวยที่ชนะน็อคคู่ต่อสู้ได้จำนวนครั้งมากกว่ากัน
2.นักมวยที่ชนะน็อคคู่ต่อสู้ได้ในยกที่ 1 จะได้คะแนนพิเศษมากกว่าการชนะน็อคยกที่2 และชนะน็อคยกที่ 3
· รอบที่สอง -นำนักมวยทั้ง 4 คนจากรอบแรก มาทำการแข่งขันแบบน็อคเอาท์แพ้ตกรอบทันทีถ้าแข่งขันครบ 3 ยกแล้วเสมอกัน จะทำการแข่งขันยกที่ 4 ถือเป็นยกตัดสินผู้มีคะแนนมากอันดับ 1 ของสาย A VS ผู้มีคะแนนมากอันดับ 2 ของสาย B ผู้มีคะแนนมากอันดับ 1 ของสาย B VS ผู้มีคะแนนมากอันดับ 2 ของสาย A
· รอบชิงชนะเลิศ : วันที่ 20 ธันวาคม 2569-นำนักมวยผู้ชนะในรอบสอง มาทำการแข่งขันชิงชนะเลิศ
z-z1525764228305.webp)
z-z1104076441608.webp)



FB-Web-ConversionThematic1440x1440pxz-z527525461232.webp)



