ถ้าพูดถึงรถยนต์อเนกประสงค์ระดับลักชูรีที่เหล่าผู้บริหาร ครอบครัวใหญ่ หรือแม้แต่ศิลปินดาราเลือกใช้ ชื่อของ Toyota Vellfire มักจะลอยมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ และในรุ่นปัจจุบันรหัสตัวถังล่าสุดนี้ ทางโตโยต้าไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่ “รถตู้สำนักงานทรงกล่อง” อีกต่อไป แต่พลิกโฉมให้กลายเป็นสปอร์ตพรีเมียม MPV ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย วันนี้ผมได้มีโอกาสมารับหน้าที่ทดลองขับเจ้า Toyota Vellfire HEV Premium ตัวเป็นๆ เพื่อพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า รถราคาค่าตัวสี่ล้านกลางๆ คันนี้ มีดีอะไร ทำไมถึงครองใจคนเมือง และมีจุดไหนที่ต้องพิจารณาก่อนควักกระเป๋าจ่ายครับ

Toyota Vellfire HEV Premium มีดีไซน์ภายนอกดุดันเป็นเอกลักษณ์ต่างจากพี่น้องอย่าง Alphard แบบสิ้นเชิง Vellfire จะเน้นความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว กระจังหน้าโครเมียมรมดำรมเข้ม ลุคดื้อเงียบแต่ทรงพลัง ให้ความรู้สึกถึงความพรีเมียมแบบดุดัน ชุดกันชนหน้าและช่องดักลมออกแบบด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ไฟหน้า LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Sequential ไหลลื่น ด้านข้างเสริมความเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 19 นิ้ว ช่วยให้ตัวรถดูเต็ม ซุ้มล้อดูแน่น ไม่ดูเทอะทะเหมือนรถตู้ทั่วไป


เมื่อเปิดประตูสไลด์ไฟฟ้าก้าวเข้ามาข้างใน จะพบกับห้องโดยสารโทนสีดำเข้มขรึม ตกแต่งด้วยวัสดุลายไม้และวัสดุบุนุ่มรอบคัน เบาะแถวสองระดับ First Class ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง ตัวเบาะปรับไฟฟ้าได้หลากหลายทิศทาง พร้อมเบาะรองน่องและระบบอุ่นเบาะ/ระบายอากาศ (Seat Heater & Ventilator) พื้นที่ Legroom เหลือเฟือจนสามารถไขว่ห้างหรือเหยียดขาได้สุดความยาว แต่หากใช้งานเบาะครบ 7 ที่นั่ง พื้นที่วางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่จะมีข้อจำกัด ต้องใช้วิธีพับเบาะแถวสามแขวนข้าง (ซึ่งกินเวลาและพื้นที่พอสมควร) ด้านบนหลังคามีชุดไฟ Ambient Light เปลี่ยนสีได้ และหลังคากระจก Twin Moonroof แยกฝั่งซ้าย-ขวา พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า ช่วยให้ห้องโดยสารโปร่งโล่งไม่อึดอัดตลอดการเดินทาง หน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาดใหญ่ 14 นิ้ว เมนูเข้าใจง่าย การตอบสนองรวดเร็ว ปุ่มแอร์ด้านหน้ายังคงมีแยกออกมาเป็นปุ่มกดและบิดใช้งานจริงแบบ Physical ให้ความสะดวกปลอดภัยขณะขับขี่ ไม่ต้องละสายตาไปจิ้มหน้าจอ


Vellfire HEV Premium คันนี้ ซ่อนขุมพลังไฮบริดเจเนอเรชันล่าสุดที่ผสานความรักษ์โลกเข้ากับพละกำลังอันดุดันได้อย่างลงตัว โดยหัวใจหลักขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ รหัส A25A-FXS ขนาด 2.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าพลังสูงและแบตเตอรี่แบบ Nickel-metal Hydride จนรีดพละกำลังรวมสูงสุดออกมาได้น่าตื่นตาตื่นใจถึง 250 แรงม้า ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกส่งต่อลงสู่พื้นถนนผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ E-Four ที่พร้อมช่วยจัดการเรี่ยวแรงให้เกาะถนนและตอบสนองทุกย่างก้าวได้อย่างมั่นใจ

เมื่อลองพารถคันนี้ออกไปโลดแล่นบนท้องถนนจริง อัตราเร่ง ทำออกมาได้น่าประทับใจ เริ่มตั้งแต่จังหวะออกตัวที่ทำได้อย่างนุ่มนวลและเงียบกริบตามสไตล์รถไฮบริด ช่วงตีนต้นมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยดึงตัวรถน้ำหนักสองตันกว่าออกตัวได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีอาการอืดอาดให้เห็น ส่วนเวลาเร่งแซงบนทางหลวงก็ทำได้อย่างมั่นใจ พละกำลัง 250 ม้า สำแดงฤทธิ์ออกมาได้ดีเกินคาด แรงดึงมาแบบต่อเนื่องราบรื่นไม่มีสะดุด

ในส่วนของการควบคุมและช่วงล่าง ตัวรถถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มระดับโลก TNGA (GA-K) ส่งผลให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ผสานกับช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) ที่เซ็ตติ้งออกมาเน้นความนุ่มนวลนั่งสบาย สามารถซับแรงกระแทกจากคอสะพานหรือหลุมบ่อในเมืองกรุงได้อย่างเนียนกริบ ทว่าในขณะเดียวกัน เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนมอเตอร์เวย์ ช่วงล่างก็ยังคงให้ความมั่นคง ไม่โคลงเคลงน่ากลัวเหมือนรถตู้รุ่นเก่าๆ ประกอบกับพวงมาลัยที่มีน้ำหนักเบาแรงเมื่อขับขี่ในเมือง แต่จะปรับความหนืดขึ้นเล็กน้อยตามระดับความเร็ว ช่วยให้การคอนโทรลรถคันใหญ่คันนี้กลายเป็นเรื่องง่ายและสร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ได้ตลอดเส้นทาง

บทสรุปหลังขับ
ถ้าคุณมองหา Toyota Vellfire HEV Premium ในมุมมองของ "รถยนต์พาหนะทั่วไป" ราคา 4.29 ล้านบาท อาจจะดูเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่มุมมองของรถยนต์ระดับ Luxury MPV คันนี้ให้ผลลัพธ์ที่เกินคาด ด้วยสมรรถนะจากเครื่องยนต์ Hybrid 250 แรงม้าที่ทั้งแรงและประหยัด, การควบคุมช่วงล่างที่ไว้ใจได้, และความสบายขั้นสุดของห้องโดยสารแถวสองที่พร้อมแปลงร่างเป็นห้องทำงานหรือห้องนอนเคลื่อนที่ ทำให้รถคันนี้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะซื้อให้คนขับรถมารับส่งเพื่อลุยงานธุรกิจ หรือขับพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัดในวันหยุด รถคันนี้ให้ความสุขและความผ่อนคลายกับทุกคนในทริปได้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์แน่นอนครับ





FB-Web-ConversionThematic1440x1440pxz-z527525461232.webp)



