google-site-verification=2zAgfNYDsCI_enPauEzagj_aniNihhSk_pVhuHutTUk “รู้เรื่องรถกับพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ” กลิ่น(เหม็นไหม้)นั้น..สำคัญไฉน
ReadyPlanet.com
dot




“รู้เรื่องรถกับพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ” กลิ่น(เหม็นไหม้)นั้น..สำคัญไฉน

 “รู้เรื่องรถกับพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ”   

กลิ่น(เหม็นไหม้)นั้น..สำคัญไฉน

          วันนี้รู้เรื่องรถกับพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ จะขอพูดถึงเรื่องเทคนิคกันสักเล็กน้อย เพราะมีคำถามมาจากหลายคนว่า เมื่อรถมีกลิ่นเหม็นไหม้ จะยังสามารถขับต่อไปได้อีกหรือไม่อย่างไร  หรือจะต้องรีบนำรถเข้าศูนย์บริการทันที

            เอาจริงๆปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ยามที่ขับรถขึ้นเขาลงห้วย หรือในจุดที่ลาดชันมากๆ ทั้งนี้เพราะผ้าเบรกผ่านการเสียดสีกับจานเบรกจนมีความร้อนสูงและไหม้ขึ้นมา ในกรณีนี้ก็ขอแนะนำให้หาจุดจอด แล้วพักรถกันสักนิด และรอจนกว่ากลิ่นเหม็นไหม้จะหาย

 หรือหากเป็นไปได้ ก็ลองตรวจสอบตรวจดูรอยไหม้ของผ้าเบรกว่าเกิดขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด หากเกิดขึ้นไม่มากก็ขับรถกลับจนถึงปลายทางแล้วจึงค่อยนำไปซ่อมที่อู่หรือเข้าศูนย์บริการก็ได้

            ส่วนกลิ่นอื่นๆที่ไม่ใช่การไหม้ของผ้าเบรกล่ะ ..อันนี้จะรู้ได้อย่างไร?

            วันนี้กระผมจึงได้พยายามรวบรวมเอาเรื่องกลิ่นไหม้ และกลิ่นต่างๆที่เกิดขึ้นในรถยนต์มาเล่าสู่กันฟังว่ามีแบบไหนยังไงกันบ้าง

            ประการแรก เราต้องแยกประเภทของกลิ่นไหม้ให้ได้ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร  ยกตัวอย่าง กลิ่นไหม้เหมือนกับพลาสติคถูกเผาไหม้ขณะขับรถ

หากกลิ่นประมาณนี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือตรวจดูที่ระบบอากาศหมุนวนภายในรถของระบบปรับอากาศว่าถูกปรับอยู่ในตำแหน่งใด หากปรับอยู่ในตำแหน่งที่ให้อากาศภายนอกพัดผ่านเข้ามาในห้องโดยสารได้ ก็ให้ลองปรับไปช่องที่ให้อากาศหมุนวนเฉพาะภายในรถดูก่อน เพราะบางครั้งถ้าเราปรับไปอยู่ในตำแหน่งที่ให้อากาศภายนอกรถผ่านเข้ามาได้เมื่อรถวิ่งผ่านพื้นที่ซึ่งมีกลิ่นต่างๆภายนอกลอยอยู่ เช่นผ่านบริเวณที่มีถังขยะหรือมีน้ำครำ ก็อาจจะมีกลิ่นเหม็นของขยะหรือน้ำครำเข้ามาในห้องโดยสารได้

หรือขับรถไปจ่อท้ายรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถเมล์โดยสารที่มีควันจากท่อไอเสียลอยออกมาก็อาจจะมีกลิ่นควันไอเสียเข้ามาในห้องโดยสารได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องปรับให้ไปอยู่ในตำแหน่งอากาศหมุนวนเฉพาะภายในรถเสียก่อนจากนั้นหากกลิ่นเหม็นไหม้หมดไปก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาใดๆเกิดขึ้นกับรถ

            ประการต่อมา หากปรับทุกอย่างแล้ว แต่ในรถยังมีกลิ่นไหม้อีก แถมยังกลิ่นฉุนและรุนแรงมากขึ้น อันนี้ต้องขอบอกให้จอดรถกันดูก่อน หลังจากนั้นต้องลองตรวจสอบดูว่ามีวงจรไฟฟ้าวงจรใดเกิดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรหรือที่เราเรียกว่าชอร์ทเกิดขึ้นหรือไม่

การตรวจสอบนั้น ก็ดูจากบริเวณแผงฟิวส์ถ้าพบว่าฟิวส์ตัวใดมีความร้อนสูงกว่าปรกติหรือร้อนมากกว่าตัวอื่นๆก็สันนิษฐานว่ามีไฟฟ้าลัดวงจร ส่วนที่ฟิวส์ไม่ตัดนั้นอาจจะเกิดจากใช้ฟิวส์ที่มีความต้านทานสูงเกินมาตรฐานจึงทำให้ฉนวนหุ้มสายไฟที่เป็นพลาสติคร้อนจนละลายส่งกลิ่นเหม็นไหม้ออกมา หากเป็นที่กรณีนี้ก็ต้องรีบหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะลุกลามจนกลายเป็นไฟไหม้รถยนต์ขึ้นมาได้

เอาเป็นว่าหากมีกลิ่นไหม้เข้ามาในห้องโดยสาร เจ้าของรถยนต์แต่ละคันก็ลองใช้วิธีตรวจสอบเบื้องต้นอย่างที่ได้แนะนำกันไว้ดูก่อน แต่หากประเมินแล้วว่าเกินเยียวยา และ ดูอย่างไรก็ดูไม่เป็น อันนี้ก็ขอแนะนำว่าให้เข้าอู่ หรือ ศูนย์บริการมาตรฐานไปเลย ทั้งนี้ก็เพื่อความสบายใจและความปลอดภัยของเจ้าของรถและผู้โดยสารทั้งหลายนั่นเอง

            ทิ้งท้ายไว้อีกอย่าง...หากพบว่าเป็นแค่กลิ่นอับ เพราะช่วงนี้ใกล้หน้าฝน ก็มีวิธีแก้ไขที่ไม่ยากเลย  เพียงแค่รื้อเอาพรมออกไปซักหรือตากแดดให้แห้งสนิท รวมทั้งทำความสะอาดภายในห้องโดยสารให้แห้งสนิทปราศจากความเปียกชื้นเท่านี้กลิ่นพวกนี้ก็จะหมดไป ..อันนี้ก็ฝากไว้ครับ




Fast Auto Show

“รู้เรื่องรถกับพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ” อยากสวยระวังซวย
“รู้เรื่องรถกับพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ” วัยเกษียณอายุ....เลือกรถแบบไหนดีล่ะ ?
ล้างรถกันเถอะ
3 ทางเลือกสำหรับรถคันแรกในชีวิต
“เลือกรถด้วยวงเงินไม่เกินล้านบาท”
หัดขับรถ มือสองหรือป้ายแดงดีกว่ากัน



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

V.A & Sons Co.,Ltd.
Advance Activity Co.,Ltd.
21 Soi Viphavadee 32, Viphavadee-Rangsit Road, Jatujak, Bangkok 10900 Thailand
Tel. 02-5114020-2 Fax. 02-5114023
Autocar Magazine Co.,Ltd. (Thai edition)
21 Soi Viphavadee 32, Viphavadee-Rangsit Road, Jatujak, Bangkok 10900 Thailand
Tel.02-5138850-1